Alone in USA II
posted on 08 Nov 2009 23:37 by superyoungwoong in Journeyชื่อเอนทรี่สิ้นคิดมาก...
แต่ว่ามันก็สื่อออกมาได้ดีนะว่าจะเล่าเรื่องอะไร แถมบอกได้ว่าเป็นภาคต่อ ตอนแรกอ่ะ กะจะมีสองภาคแบบนี้แหละ แต่ภาคแรกจะเแ็นที่จอร์เจีย ส่วนภาคที่สองจะเป็นเรื่องตอนที่มา Ohio แต่แบบว่ามันไม่ได้อัพ แฮ่ะๆ ก็เลยสะสม ทับถมมารวมกันไว้ก่อน ซึ่งทั้งทริปนี้จะมีกี่เอนทรี่ก็ไม่รู้นะ โปรดติดตามตอนต่อไป ~
4 Nov (Wed)
เป็นวันที่สองของการอบรม (จริงๆ มันเป็น workshop อ่ะ แต่ขอเรียกว่าอบรมละกันนะ พิมพ์ง่ายดี) คนที่มาก็แบบเริ่มจะพูดจากันมากขึ้นแล้วเค้าเองก็เหมือนกัน เหมือนทุกอย่่างมันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น และที่สำคัญคือมีอะไรทำ ดังนั้นความเหงามันก็เลยลดลงมาก อีกอย่างพอกลับมาจากอบรมตอนเย็น ก็ประมาณห้าโมงเย็นนี่จะเป็นเวลาง่วงของเค้าเลย เพราะอะไรไม่รู้ แต่จะง่วงตอนนี้ทุกวัน
วันนี้ฝรั่งหลายคนเเริ่มมาพูดคุยกะเค้ามากขึ้น และเค้าก็ปลื้มมากที่อย่างน้อย 5-6 คนชมว่าภาษาอังกฤษของเค้าดี (ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ดี แต่ฝรั่งไม่คิดว่าคนไทยจะพูดภาษามันได้ก็เท่านั้นเอง) เค้าก็นั่งคิดไปว่าจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันก็ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของประเทศด้วยนะ อย่างที่บอกว่ามีหลายคนชม แต่หนึ่งในนั้นมันก็มี conversation ที่ทำให้เค้าปรี๊ดอยู่หมือนกัน
ฝรั่ง : คุณมาจากที่ไหนเหรอ ?
แม่อิแจ : Thailand
ฝรั่ง : โอ้วจิงเหรอ (จิงๆ มันคือ Really !!! ใส่เครื่องหมายตกใจอีกกี่อันก็ไม่พอ ให้นึกถึงการใส่อารมณ์ของฝรั่งตามหนังซีรี่ย์)
แม่อิแจ : ^^ (จะให้กรูทำไรไปได้มากกว่านี้ พอดีแอคติ้งไปถึงขั้นนั้น)
ฝรั่ง : ภาษาอังกฤษของคุณดีจัง คุณเรียนที่ไหนเหรอ ? (ดูเหมือนแม่อิแจจะยังไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ แต่แบบว่ามันมีบทสนทนาก่อนหน้านี้ด้วยที่คุยเกี่ยวกับเรื่องงาน แต่ไม่ได้เล่าไว้)
แม่อิแจ : เรียนที่โรงเรียนน่ะ
ฝรั่ง : โอ้วจริงเหรอ (ทำแอคติ้งตามบรรทัดข้างบนก่อนหน้่านี้ที่มันพูดมาทีนึงแล้ว)
ฝรั่ง : โรงเรียนที่ไทยเค้าสอนภาษาอังกฤษด้วยเหรอ ?
แม่อิแจ : -*- yes. (เอิ่ม...จะให้กรูทำไรได้มากกว่านี้ ก็ตอบไป...แต่ไม่คิดจะอธิบาย)
ดีว่ามันไม่ถามว่าคุณขี่ช้างไปโรงเรียนด้วยรึเปล่าก็ดีแล้ว...นั่นแหละเค้าไม่โทษฝรั่งหรอกนะ มันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ และมุมมองที่คนอื่นเค้ามองประเทศเรามากกว่า หรือว่าเป็นเพราะเค้าทำใจไว้ก่อนมาแล้วด้วยมั้ง อย่างน้อยเค้าก็มองว่ามันเป็นบทสนทนาที่จริงใจดี
วันนี้หลังจากเสร็จงานเค้าจะมีการเลี้ยงข้าวเย็นกับคนที่เข้าร่วมอบรม ตอนที่เลิกก็ง่วงมากแล้ว เค้าก็เลยเดินตรงกลับห้องไม่ได้สนใจใครเท่าไหร่ ในตารางเวลาบอกไว้ว่าจะกินข้าวกโมงครึ่ง โอเคเค้าก็ขึ้นไปนอนกลิ้งๆ ให้หายเหนื่อย พอหกโมงยี่สิบเค้าก็ลงมารอรถที่ล็อบบี้ ปรากฏว่า แมร่ง !!! รถเพิ่งวิ่งออกไปเอง เห็นควันฟุ้งๆ เค้าก็ว่าฝรั่งไม่ได้นัดล่วงหน้าให้มาเร็วกว่านี้นะ ก็แบบ....เอาวะ ไม่ไปก็ได้ เค้าก็กะลังจะเดินออกไปหาไรกิน ปรากฏว่ามีฝรั่งอีกสองคนที่เค้าเอารถมาเองจอดรถแล้วเรียกขึ้นไปด้วย เพราะเค้าก็ตกรถเหมือนกัน ^^ อย่างน้อยฝรั่งก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกคนหรอก
พอไปถึงเค้าก็นุ่งโต๊ะกันหมดแ้ล้ว (ดินเนอร์ที่ไปเนี่ยก็คือกินข้าวธรรมดาแหละ เดี๋ยวจะจิ้นกันไปว่าใส่ชุดราตรีหรู) นั่งไปก็จกสลัดกินก่อนเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย มีสลัดกับขนมปัง หลังจากนั้นเมนคอร์สก็มา เป็นไก่ชุบแป้งทอดรายด้วยชีส คล้ายๆ มาลิบูซูพรีมของซิสเล่อร์อ่ะ แต่มันแตกต่างกันอยู่ที่มีไก้ทั้งหมด 3 ชิ้น แม่เจ้า !!!~
กว่าเค้าจะพยายามกินเข้าไปหมด...(จริงๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่หมด) หลังจากนั้นก็อย่ารอช้า เสิร์ฟของหวานเป็นเค้กไอติมกะทิ ด้านล่างเป็นเ้หมือนแป้งพายที่ผสมมะพร้าว (อันนี้เค้าไม่กินอ่ะ เกลียดอะไรที่ใส่มะพร้าว...ก็เลยกินแต่ไอติม) ราดด้วยซอสสตรอเบอรี่ พร้อมลูกสตอเบอรี่ใหญ่ยักษ์ อร่อยนะ...แต่เค้ากินได้ครึ่งอัน จบข่าว
อยากถ่ายรูปอาหารหลายๆ อย่างมาให้ดูกัน แต่คงจะไม่เหมาะ แค่นี้ก็กะเหรี่ยงจะแย่อยู่แล้ว ถ้าขืนยกกล้องขึ้นมาถ่ายอาหารอีก มันคงได้คิดว่าบ้านเราไม่เคยเห็นอีก ซึ่งเค้ายอมรับความรู้สึกนั้นไม่ได้ ก็เลยต้องเนี่ยนกินไป...ทำหน้าใส่อารมณ์แบบว่า อืมก็อร่อยนะ ใช้ได้ อะไรแบบนี้ ~
ปิดท้ายวันนี้ด้วยการที่เค้าเอาของฝากจากเมืองไทยไปให้ป๋าเดฟ เพราะเค้าดีกะเรามาก และรู้สึกขอบคุณเค้ามากจริงๆ ที่คอยช่วยเหลือระหว่างที่อยู่นี่ ^^ ซึ่งป๋าก็แบบโธ่ ไม่เป็นไรไม่ต้องให้หรอก แต่เค้าว่านิสัยแบบนี้มันเป็นอะไรที่ So Thai มากเลยนะ เพราะฝรั่งมันก็บอกขอบคุณกันเท่านั้นก็จบแล้ว แต่พี่ไทยเนี่ยต้องมีมอบของที่ระลึกและถ่ายรูปร่วมกันด้วย ถึงจะจบพิธีได้ (ทุกคคนว่างั้นไม๊ ดูอย่างงานยามาฮ่าไรเงี้ย 555) แต่เค้าก็ชอบนะ มันเป็นอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ดี
5 Nov (Thu)
เป็นวันสุดท้ายของการอบรม จริงๆมันไม่มีไรมากแล้ววันนี้ ค่อนข้างผ่อนคลายสบายๆ แล้วตอนเช้าก็มีสอนทำออมเลตด้วย มันก็อิไข่เจียวนี่แหละวะ จะสอนทำม้ายยย แต่คนอื่นเค้าก็ตื่นเต้นกันนะ โอเคร...เค้าก็ตื่นเต้นมั่งก็ได้ ^^
ตอนนี้เค้ากล้าที่จะเอากล้องขึ้นมาถ่ายนะ เพราะนี่เป็นออมเลต (แบบจริงจัง ต้นตำรับอเมริกัน) จานแรกในชีวิตเค้าเลย ข้างในมีใส้ ชีส (เยอะๆ) แฮม มะเขือเทศ และก็หัวหอม เพราะ้เค้าไม่กินพวกพริกหวานก็เลยไม่ได้ใส่มา ก็อร่อยดี เป็นมืออาหารเช้ากินกับน้ำส้มแก้วเล็กๆ ด้านซ้ายมือนั่นแหละ
วันนี้อย่างที่บอกว่ามันไม่มีอะไรมากแล้ว ก็เลยมีเวลาว่างไปเดินถ่ายรูปตึกที่ไปเรียนมาเป็นที่ระลึก แต่ก็แบถ่ายยากนิดนึงเพราะแสงแดดจ้ามาำก (ใจนึงก็ชอบเพราะไม่หนาว) แต่มันทำให้ถ่ายรูปไม่ได้อ่ะ หลายๆ ที่ย้อนแสงหมดเลย T T
นี่เป็นตึกด้านหน้า เค้าเรียนแลปอยู่ชั้น 2 ส่วนตึกที่เรียนเลคเชอร์อยู่ด้านหลังไปอีก เป็นตึกชั้นเดียวเล็กๆ
นี่ห้องเรียน เก้าอื้ข้างหน้ามันจะเป็นเดี่ยวๆ แต่เค้านั่งข้างหลังจะมีเบาะนุ่มและเป็นแผงๆ ติดกันมีซักสามสีแถวได้มั้ง เป็น slope พอน่ารัก (จิงๆ คือไม่ชอบนั่งหน้าตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว)
จบแระ อบรมสามวันของเค้า กลับไปยังต้องเขียนรายงานว่ามาเรียนอะไรไปมั่ง เฮ้ออออ T T จบวันไปด้วยการที่เค้าเผลอหลับไปตอนห้าหกโมงเย็นอีกแล้ว เศร้าจิงๆ เลยไม่ได้ออกไปเดินไหนเลย
6 Now (Fri)
ต่อจากเมื่อวานด้วยความที่นอนเร็วเกินไป เค้าก็เลยตื่นเร็ซเช่นกัน ตื่นมาตีสองของที่นี่ก็เอาละจัดกระเป๋า เพราะวันนี้เค้าต้องออกเดินทางบินข้ามรัฐไป Ohio state ซึ่งไฟลท์ออก 9:57 และเค้าต้องนั่งรถจากนี่ไปสนามบินตอน 6:40 ด้วย ก็จัดกระเป๋าอะไรไป แถมลงไปรอรถตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะกลัวตกรถเหมือนวันไปดินเนอร์ กร๊ากกกก
เค้าเชคเอ้าตอนหกโมง แต่วันนี้มันวันอะไรกัน !!! เค้าออกมาที่ลิฟท์มันแปะกระดาษว่า Out of order หึ...เค้าอยู่ชั้น 4 และวันนี้จะเชคเอ้าด้วยนะ กระเป๋าใบใหญ่ก็จ้องเอาลงไป ทุกวันทำไมเมิงไม่เสียห๊ะอิลิฟท์เนี่ย !!! โมโห !!! กว่าจะทุลักทุเลลงมากได้ ต้องเดินแบกกะนเป๋าลงบันไดหนีไฟเนี่ย ดีนะที่เค้าแข็งแรง (เอิ่ม...)
ลงมาตกใจฝรั่งเมิงเซเลเบรทอะไรกันอีกอ่ะ อ่านปั๊บ อ้อ...ยินดีต้อนรับแฟนฟุตบอล คือที่นี่เค้าจะจริงจังกะอเมริกันฟุตบอลม๊ากกก แล้ววันเสาร์มันจะมี collage football คือแข่งกันระหว่างมหาลัยอ่ะ ประมาณนั้น ก็อาจจะมีคนจาต่างรัฐมาดูไรแบบเนี่ย ของที่จอร์เจียอ่ะเค้าจะมีสัญลักษณ์เป็นหมาบูลด๊อกสีแดงดำ นี่ก็เลยประดับล็อบบีซะ จริงๆ อ่ะเมื่อวานอยากออกไปส่องผู้ชายซ้อมนะ แต่ดันหลับไป เสียดายมากสนามมันเดินไปไม่น่าจะไกลเท่าไหร่เลย ไม่เป็นไรๆ จิ้นเอาละกัน (จิ้นไป...แต่หน้าเป็นอิแจเฉยเลย กร๊ากกกก)
หลังจากถึงสนามบินก็ระทึกอีกรอบ เค้าไม่เคยมาอเมริกา และแน่นอนเค้าก็ต้องไม่เคยบินในประเทศ เอาละก็มั่วๆ ไป สุดท้ายก็รอดมาได้ จริงๆ มันยุ่งยากน้อยกว่าระหว่างประเทศเยอะเลย ^^ (ดีชอบ เบื่อสแกนตัว...)
บ๊ายบาย Hartsfield-Jackson Atlanta International Airport จิงๆ เค้าอยากถ่ายรูปมานะ แต่แบบตอนลงเครืองมันบอกสนามบินไม่ให้ถ่ายรูป เค้าก็เลยแบบไม่ถ่ายก็ได้วะ แล้วเวลาไปถึงมันก็มักกจะรีบๆ กลัวตกเครื่องยังไงไม่รู้ ก็เลยไม่มีัโอกาสถ่ายในสนามบินมาซะที แต่เค้าว่าเป็นสนามบินทีุ่วุ่นวายมากๆ มันมีทั้งหมด 6 Terminal ไม่นับตัวเมนหลักของสนามบิน คนก็เยอะแถมวุ่นวายเค้าก็แอบภูมิใจอีกแล้วที่รอดมาได้ อิอิ ^^
บินไปโอไฮโอ้กินเวลา 1ชั่วโมง 20นาที เท่านั้นเอง ก็เลยไม่เสิร์ฟอะไรในเครื่อง จากตอนเช้าเค้ากินนมไปขวดนึงก็เริ่มหิว ก็เลยซือแซนด์วิชในสนามบินกินกะน้ำส้มอีกขวดนึง แมร่ง...12 เหรียญครับพี่น้อง แต่ก็สมราคาอยู่ คนที่นี่กระเพาะมันยักษ์มารอะไร กินอะไรก็เยอะไปหมด นี่ขนาดเค้าเป็นคนกินเยอะนะยังกินไม่ไหว
แซนด์ฺวิชที่ว่า 1 กล่องอ่ะมีสองอัน กินที่สนามบินหมดไปอันเดียวยังอิ่มจะแย่ ก็เลยเก็บมากินเป็นมื้อเช้าได้อีกหนึ่งมื้อ (อย่างงี้เงินก็เหลือเยอะอ่ะซิ กรี๊ดดดด) เค้าพยายามถ่ายให้เห็นความหนา (แต่ก็ยังไม่เห็น...) มันหนาประมาณฝ่ามือนึงอันใหญ่ม๊ากกกกก
พอมาถึงก็มีป๋าอีกคนนึงมารับ จะเรียว่าป๋าดิคละกันนะ (เมืองที่แล้วป๋าเดฟนะ) คราวนี้จะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหน่อยเพราะป๋าดิคเค้าเคยอยู่เมืองไทย ที่ขอนแก่นแล้วก็นครพนม ไม่มีไรคุยก็คุยกันเรื่องภาษาไทยนี่แหละ พอเอาของเข้าโรงแรมแล้วป๋าก็พาไปเลี้ยงข้าวกลางวัน เป็นอาหารแมกซิกัน (อิอิ อิ่มจังตังอยู่ครบอีกแล้ว) มันทำให้เค้าเริ่มคิดถึงของเผ็ดๆ ขึ้นมาเลย
แล้วช่วงบ่ายก็มีเวลาว่างเดินเที่ยวในมหาลัย เออเล่ามายังไม่ได้บอกว่าตัวเองอยู่ไหนเลย ที่นี่คือ The Ohio State University, Columbus นั่นเอง มีเพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ที่นี่ด้วย ป๋าพยายามหาทางนัดให้เจอแต่เค้าก็ไม่ได้อะไร มาถึงจุดนี้อะไรก็ได้อยู่แล้ว ไม่เจอเค้าก็อยู่ได้ (แล้วก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น)
คณะสัตวแพทย์ที่นี่ น่าเรียนมากสวยดูดี ตอนนี้เด็กๆ กำลังสอบกันเลย เดินมาแต่ละคนหน้าเครียดกันหมด
มันจะมีแม่น้ำขวางกลาง แต่ก็เดินข้ามสะพานไปด็อีกฝั่งนึงได้ ที่เห็นอยู่ฝั่งโน้นเป็นสนามอเมริกินฟุตบอล (ต้องเรียกชื่เต็ม เดี๋ยวจะสับสนกะฟุตบอล)
เดินๆไปชักเมื่อยๆ ข้อเสียของเค้าคือเดินน้อย มาอยู่นี่หรือแม้แต่ไปอยู่เกาจะรู้สึกเลยว่าเดินเยอะขึ้น และต้นขากระชับ 555) สุดท้ายแล้วเค้าก็ต้องขอเสียมารยาทกลับไปนอน ทั้งๆ ที่ป๋าดิคชวนไปกินข้าวที่บ้าน T T เพราะวันพรุ่งนี้มีศึกใหญ่รออยู่
7 Nov (Sat)
(กลับมาต่อเมื่อผ่านไปจะสี่วัน...)
วันที่ว่าคือวันที่ต้องไปเก็บตัวอย่างฮ่ะ เก็บตัวอย่างจากนกป่า เอามาดูว่ามันมีเชื้อไวรัสไม๊ นี่เป็นการอธิบายอย่างง่ายๆ นะ แต่นกป่าเนี่ยมันไม่ได้บินๆ มาแล้วขอเอาก้านสำลีจิ้มตูดกันได้ง่ายๆ มันแบบว่ายากเย็นเลยที่เดียว ครั้งนี้เหมือนว่าเรามีฝึกงานกับป๋าดิค ซึ่งการเก็บตัวอย่างของเค้าเป็นการไปเก็บจากเป็นที่ถูกล่า !!!
นั่นแปลว่าต้องไปในที่ที่เค้าล่าเป็ดกัน นึกถึงในหนังที่คนแต่งตัวลายทหารๆ ถือปืน แล้วก็มีหมาลาบราดอร์ (^^ อันนี้ปลื้ม) มันเป็นอย่างงั้นเด๊ะๆ เลยอ่ะ ส่วนรายละเอียดว่ามันไปไงมาไงขอละไว้ละกัน เล่าไปอาจจะไม่เหมาะ เอาเป็นว่าเราสามารถเข้าไปในคลับล่า้เป็ดแห่งนี้ได้ ในขณะที่เค้าไม่ได้เปิดให้ใครเข้าไปก็ละกัน
ออกจากโรงแรมตั้งแต่ตีห้า ขับรถไปประมาณสองชั่วโมงกว่าจะถึง พอไปถึงป๋าดิคก็พาไปแนะนำตัว เดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปอาจจะโดนสอยร่วงได้ เพราะงั้นทั้งวันต้องเกาะติดป๋าเอาไว้ อากาศวันนี้...ไม่หนาวมาก แต่ตอนเช้าที่มาถึงจะแย่เอาเหมือนกัน จริงๆ แล้วก็ทั้งวันนั่นแหละ เพราะมันอยู่ติดทะเลสาบที่มีชื่อว่า Lake Erie รู้สึกว่าหลายคนจะรุ้จักนะ แต่เค้าไม่รู้จักอ่ะ -*-
เป็นทะเลสาบที่ใหญ่มาก...แล้วลมก็พัดแรงมากด้วย T T โคตรหนาว
รอบๆ บริเวณ เป็นที่ที่ส่วนบุคคล มีบ้านเอาไว้ให้สมาชิกที่มาล่าได้พักค้างคืนกันด้วย
เค้าก็แอบไปแอ๊บๆ ส่องนกส่องเป็ดไปงั้นแหละ เพราะถ้าเราไม่มีใบอณุญาต เราก็ไม่สามารถล่าได้ แล้วระหว่างแอ๊บส่องอยู่เนี่ย ก็แบบเสียงปืนดังตลอด ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่ในที่โล่งอย่างมาก แล้วหลังจากไปเดินสำรวจอะไรต่อมิอะไร แล้วก็ถ่ายรูปมาพอเป็นพิธี ก็ได้แต่รอๆๆๆ จนกว่าคนที่ออกไปล่า เค้าจะล่าเป็ดมาให้เราได้ ซึ่งก็ปาไปเกือบบ่ายๆ กว่าจะได้ทำงานกัน
พอรายนึงหลับมาก็จะแบบโว้วว ได้มาเยอะน้อยอะไร คุยทับถมกันไปใหญ่โต เค้าฟังแล้วก็เฮ้อออ ผู้ชายพวกนี้...ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนั่นมีเค้าเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว จะดีใจก็ดีใจนะ เพราะมีน้องฝรั่งหนุ่มๆ มาช่วยงานกันเต็มเรยยย แต่แบบว่าไม่ใช่สเปคฮับ ^^ แถมผู้ชายพวกนี้ยังสกปรกมากๆๆๆๆ (สู้คิมแจจุงไม่ได้ซักคน) เพราะล่ามาแล้วเค้าต้องถอนขน และอะไรกัรตรงนั้นเลย มือก็เปื้อนจับโน่นจับที่ แหวะๆ ชะนีทนไม่ได้ ทุกที่สกปรกไปหมด เข้าไปครั้งแรกยังตะลึง แต่พอไปๆ ก็แบบทำใจได้อ่ะ
พอเสร็จงานเราก็รีบกลับเลย เพราะว่าวันนี้วันเสาร์ ซึ่งมีอเมริกันฟุตบอล (มหาลัย) ป๋าดิคเค้าก็เป็นอาจารย์แล้วก็เป็นแฟนบอลด้วย ระหว่างขับกลับเค้าก็แอบหลับอนาถไปหนึงช่วง 555 พอกลับมาถึงก็ต้องไปนั่งดูบอลบ้านป๋า เค้าอ่ะโชคดีหน่อยที่เคยเล่นรักบีมา ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ กันไม่งั้นคงดูไม่เป็น จะพาลเซ็งไปกันใหญ่ พอบอลจบก็มีงานปาร์ตี้ลูกสาวป๋าต่อ เอิ่ม...เค้าก็อึดอัดนิดหน่อยนะ เพราะรู้สึกเหมือนไปนั่งเจ๋อๆ อยู่ในครอบครัวเค้ายังไงไม่รู้ แต่ก็รู้แหละว่าเค้าหวังดี
จบไปอีกวันที่เหนื่อยแสนสาหัส ^^
(ตอนนี้จริงๆ แล้วกลับถึงเมืองไทยแล้วก็นอนพักผ่อน เกงานอยู่บ้านวันนึงด้วยเพราะมีอาการไอมากและเหมือนจะเป็นไข้ นอนไม่หลับ หลับกลางวัน กินข้าวตอนตี4 นั่นแหละ...เหมือนตอนไปถึงใหม่ๆ แป๊ะ -*-)
8 Nov (Sun)
เข้ามาต่อให้จบในเอนทรี่เดียวกันนี่แหละ ประหยัด...(ตอนกลับมาแอบไปจัดระเบียบเอนทรี่แล้วก็ตกใจ เมื่อก่อนอัพเยอะจิงวุ้ย แล้วแบบไม่ได้มีสาระด้วยนะ ออกแนวเพ้อคลั่ง 55)
วันอาิทิตย์ที่จริงป๋าดิคชวนไปโบสถ์ แต่แบบด้วยอารามเมื่อวานเหนื่อยมาก ก็เลยอยากพักผ่อนนอนเล่นๆ อยู่กะห้องเล่นเนต โฮกแจบ้างอะไรบ้าง ก็เลยปฏิเสธเค้าไป ไอ้การปฏิเสธอะไรซักอย่างสำหรับคนไทยอย่างเราเนี่ยมันยากจัง เพราะว่าคำว่า "ความเกรงใจ" ลองไปนึกๆ ดูฝรั่งไม่ค่อยมีศัพ?์จำพวกแบบนี้นะ เค้าไม่อยากเค้าก็บอกเลยว่า No, ชั้นไม่อยากไปอ่ะ แกไปเหอะอะไรงั้น แต่ลองเป็นเราสิ คิดแล้วคิดอีก
วันนั้นทั้งวันก็ไร้สาระอยู่เกือบทั้งวัน ตอนเย็นมีออกไปกินข้าวกะน้องคนทไทยที่เรียนอยู่ที่โน่นมื้อนึงกะไปช้อปปิ้ง อิป้าเหมาช็อกโกแลตมาซะหนักอึ้ง (เอามาฝากเด็กๆ ที่ทำงาน) ระยะนี้ถูก...เพราะเพิ่งผ่านฮาโลวีนไป แล้วก็กำลังจะถึงคริสต์มาส แพคเกจสวยงานน่ารักเขียวแดงจนเลือกไม่ถูก ก็คว้าๆมาหมด T T
แล้ววันนั้นก็จบด้วยการแกะ Chip Ahoy กิน มันตื่นเต้นตรงที่ว่าไม่เคยกินมาก่อน เป็นชิบอะฮอยที่ใส่ไวท์ช็อกโกแลตผสมลงไปด้วย ขอบอกเลยว่าอร่อยมาก!!!
9 Nov (Mon)
วันนี้เป็นวันที่เริ่มไปดูแลปเป็นวันแรก เอาจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก งานที่ทำก็เหมือนกับที่เราทำอยู่ที่นี่แต่จะมีข้อแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ก็เลยชิลๆ บวกกับคนที่ดูแลแลปไม่มา (ไม่สบาย) ก็เลยไม่มีอะไรมาก
ป๋าดิคดันหนีบเข้าไปเรียนเลคเชอร์ด้วย กรู...มันเศร้า ชีวิตที่มิอาจหลีกหนีการเรียนได้
ด้วยความที่เป็นคลาสเที่ยงถึงบ่ายโมง ก็เลยเลิกเร็วและตอนบ่ายก็เลยมีเวลาออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศโดยรอบ (จริงๆ คือรูปที่แปะไปข้างบนแหละ มึนงง) อาจจะดูว่างไปนิดส์ แต่ก็ออกไปเดินได้ไม่นาน เพราะลมแรงเค้าหนาวววว
เย็นวันนี้มีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆ คือมีเพื่อนที่จบจากคณะมีเรียนที่นี่คนนึง และน้องที่ว่าอีกคนนึงรวมเป็นสองคน พาเราไปลองชิมอาหารญี่ปุ่นสไตล์อเมริกัน
จริงๆ มันก็ไม่ได้เรียกว่าอเมริกันนะ ออกจะรสชาติเหมือนอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยซ้ำ อย่างที่เรียกได้ว่าแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว แต่มันตะหงิดๆ ตรงที่เห็นฝรั่งยืนปั้นปลาดิบนี่แหละ ไม่งั้นจะเชื่อแล้วว่าอยู่ญี่ปุ่น 555 เมนูนี้ของเค้าเอง เป็นเหมือนอาหารชุด (เบนโตะมะ...) ปลาแซลมอน ทั้งหมดรวมทิปมื้อเย็นที่เค้าให้กัน 10-15% ก็ปาไปเกือบ 20 usd หึ...
10 Nov (Tue)
วันนี้จริงๆ แล้วว่างกว่าเมื่อวาน...(เอิ่ม...) และเหมือนป๋าดิคจะรู้ ก็เลยมาถามโน่นถามนี่ ว่าที่ไทยเป็นยังไงนั้นนี้ ถามเรื่องตลาดจตุจัตรอะไรไป แต่แบบอธิบายไปมันก็ไม่เห็นภาพชัดเจน เลยบอกป๋าว่า งั้นหนูมีรูปอยู่ในสไลด์ค่ะ
งานเข้า....!!!~
เพราะตอนก่อนมาอ่ะ ป๋าบอกว่าอยากให้พรีเซ้นให้ฟังด้วยว่าทำไรที่ไทยกันมั่ง แล้วเมื่อวานป๋าก็ยุ่งๆ แล้วปล่อยเค้าไปเดินเล่น แล้วเหมือนจะลืมเรื่องพรีเซ้นไป คำพูดของเค้าทำให้ป๋านึกได้ว่าเค้าต้องพรีเซ้น โฮฮฮ...มันช่างน่าเศ้ราจริงๆ
หลังจากนั้นป๋าก็หมกมุ่นหาห้องประชุม เอิ่ม...เค้าก็บอกว่าใครจะฟัีงกันนัก มีคนในแลปไม่กี่คน ก็พรีเซ้นเล็กๆ น่ารักในแลปเรากันเองก็ได้ ป๋าก็ยังไม่ยอมเดินหาห้องให้วุ่นวาย ปรากฏไม่มี เย้ๆๆๆ เค้าดีใจมาก เพราะยิ่งห้องใหญ่มันก็ยิ่งตื่นเต้นกดดัน เครียด !!! เข้าไปอีก สรุปว่ามีห้องเดียวที่นักเรียนกำลังเรียนกันอยู่ ป๋าบอกว่าสิบโมงกว่าน่าจะเสร็จ...ป๋าจะรอ....
โอเคร....ถ้าป๋าจะรอ เค้าก็จะพรีเซ้นในห้องเรียนใหญ่ให้ป๋าฟังก็ด้าย....
และแล้วการพรีเซ้นของเค้าก็จบลงไป แบบว่าแถกไถกันไปงึมๆ เอาเหอะน่าเค้าก็ไม่ได้เก่งอะไรมาจากไหน สไลด์ก็เอาของอาจารย์ไป ภาษาก็ไก่ก่า...เอาตัวรอดมาได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่มันก็โล่งอกนะ เฮ้อ!!!
หลังจากนั้นอาจารย์คนไทยก็แบบพาไปเลี้ยง (คนเลี้ยงข้าวเยอะมาก...เงินแทบไม่ต้องใช้ ป๋าแอบกระซิบบอกว่าให้เอาไว้ช้อปปิ้ง แหม่ป๋าช่างรู้ใจ) แต่วันนี้เค้าเริ่มมีอาการไมี่ดีมาตั้งแต่เช้า ไอมาตลอด แล้วพอตอนบ่ายเริ่มตัวรุมๆ หัวมึนๆ เหมือนจะไม่สบาย บอกป๋าไปเค้าก็เริ่มเป็นห่วงคอยถามอาการตลอด
สรุปว่าวันนั้นตอนบ่ายเค้าไปเดินดูโรงพยาบาลสัตว์ แล้วก็ต้องกลับมานอนพักเนื่องจากมึนจัด ป๋าดิคดูแลเค้าดีมาก (เค้ารักป๋าจัง) ตอนขากลับไปแวะซุปเปอร์ซื้อที่วัดไข้มาให้วัด เผื่อว่ามีไข้ น้ำส้มแกลลอนนึง (= 2 ลิตร) แล้วก็น้ำส้อมอีกประมาณ 2 กิโล แล้วป๋าบอกเค้าว่า " Eat them all !!!"
ห๊ะ ให้กินหมดเนี่ยอ่ะนะ สรุปว่าวันสุดท้ายที่เค้ากลับน้ำส้มหมด แต่ส้มกินไปแค่ 4 ลูก ที่เหลือเค้าเดินเอาไปยื่นให้ป๋าแล้วบอกป๋าว่า " Eat them all !!!" ฮ่า ฮ่า ฮ่า
11 Nov (Wed)
เนื่องจากการนอนพักแล้วโดปวิตตามินซีขั้นสุดโคตร เค้าก็ดีขึ้นมาก และวันนี้เป็นวันหยุด ^^ จะมีคนพาเค้าไปเที่ยว อิอิ สืบเนื่องจากการกินข้าวเมื่อวาน เค้าเจอฝรั่งคนนึงชีก็ถามว่ามาเนี่ยได้ไปไหนนอกมหาลัยยัง เค้าก็บอกไปตามตรงเค้าไม่ได้ไปไหนนอกจากในมหาลัย แล้วก็ซุปเปอร์ตรงข้ามโรงแรมเลย ฝรั่งเหมือนเห็นใจเลยนัดแนะกันว่าวันนี้จะพาไปเที่ยว
เพราะที่นี่ทุกอย่างอยู่ไกลกัน แล้วคนส่วนมากแม้จะเป็นนักเรียก็ตามขับรถ...ดังนั้นการเดินทางของเค้าจึงเป็นไปได้ยากมากที่เค้จะขึ้นรถเมล์ดั้นด้นออกไปช้อปปิ้ง จิล (ฝรั่งคนนั้น) พาเค้าไปช้อปปิ้งที่อีสตั้น ออกไปจากมหาลัยเกือบชั่วโมงได้นะเค้าว่า (หรือบางทีอาจจะชั่วโมงกว่า) มันเป็นเหมือนสยามงี้แหละเป็นบล็อคๆ แต่แทนที่จะเป็นร้านๆ ที่คนเอาของมาขายก็จะเป็นแบรนด์แต่ละแบรนด์ไป
เค้าก็ไม่ได้ซื้ออะไรมาก ก็ซื้อของฝากที่บ้านเท่านั้นเอง แล้วก็ต่อด้วยข้าวกลางวันที่ร้าน " Cheesecake Factory " เค้ากินสปาเกตตี้ อร่อยมากอ่ะ คือแบบกินหมดเลย (จริงๆ แต่ละมื้อจะกินไม่ค่อยหมด เพราะมันใหญ่มาก จะห่อกลับบ้านประมาณคึ่งนึงอ่ะ) แล้วก็เศร้าตรงที่กินชีสเค้กไม่ไหว (ณ จุดนี้คิดถึงแจมาก) แต่ยังดีที่ตอนไปชะโงกดูเค้กในตู้ เค้ามีทดลองชิมวานไว้ให้ อินี่ก็ซัดไปซะ อร่อยมากเลย เป็นชีสเค้กฟักทอง (ใกล้คริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้าและเพิ่งผ่านฮาโลวีน ทุกร้านก็จะมีเมนูฟักทอง)
อร่อย อร่อย
และที่ต่อมาที่เราไปเที่ยวกันก็คือ Franklin Park Conservatory มันก็เป็นตึกอยู่ในสวนสาธารณะอ่ะ ค่าเเข้า 8 เหรียญ ตอนแรกเค้าคิดว่าแม่งดูสวนไรทำไมแพงจังวะ !! แต่พอเห็นจริงๆ แล้วก็คิดหใม่ว่าอืม...ก็สมน้ำสมเนื้อดีละ
มันเป็นศิลปะการเป่าแก้วของ " CHIHULY " (http://www.fpconservatory.org/chihuly.htm) แล้วเค้าก็เอามาจัดแสดงไว้ในสวนมีการแยกเป็นส่วนๆ ไป เช่นส่วนทะเลทรายก็จะมีต้นไม้ทะเลทราย เขตร้อนชื้นก็จะเจอต้นไม้หลายๆ อย่างที่เจอในบ้านเรา เป็นต้น ก็สวยงามบันเทิงใจไปอีกแบบ ใครมีโอกาสก็ขอแนะนำให้ไปดูกัน
อันนี้เค้าถ่ายเสยขึ้นไป จริงๆแล้วเค้าเอาแก้วพวกนี้มาไว้บนหลังคาที่เราเดินลอดผ่าน มันสวยมากเลย
ก็มีหลายสีมาก แดงน้ำเงินหรอแบบที่เผ็นผสมสีเยอะๆ เค้าก็เลยถ่ายมาเป็นที่ระลึกหน่อย (ไมพอเอาการ์ตูนแจบังหน้าแล้วคอหาย ? หรือว่ามันไม่มีตั้งแต่แรกแล้ว ?) จบวันนี้ด้วยการนั่งรถไปดูดาวน์ทาวน์ แล้วก็ไอติมอร่อยๆ ที่มีต้นกำเนิดที่นี่ ถ้าไม่กินก็เรียกได้ว่ามาไม่ถึงโอไฮโอ้เลย " Jeni's " ( http://www.jenisicecreams.com)
12 Nov (Thu)
จริงๆ เป็นวันสุดท้ายแล้วที่เค้าจะอยู่ที่นี่ เพราะพรุ่งนี้วันศุกร์ที่ 13 (เฮ้ยจิงดิ ศุกร์ที่ 13 จิงๆด้วย) เค้าจะกลับตั้งแต่เช้า เพราะฉะนั้นก็มีการอำลากันหน่อย เพราะเค้าก็ถือว่าเข้ากับคนในแลปได้ทุกคนนะ พูดคุยถึงจะกะเหรี่ยงไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นความสัมพันธ์อันดี (อันนี้ไม่รู้ว่าเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่า...)
ตอนเช้าหลังจากเราทำแลปเสร็จ แล้วก็รีวิวถามอะไรที่ยังสงสัยอยู่้หมดแล้ว น้องๆ ในแลปก็เริ่มเปิดเฟซบุคเล่นกัน เค้าก็แอดไปเนียนไป จิงๆ คือเผื่อกลับไปแล้วจะถามไรจะได้ไม่ต้องส่งเมลถามป๋า 55 หลังจากนั้นพอใกล้เที่ยงก็เริ่มคุยกันเรื่องอาหาร เค้าก็ถามเรื่องอาหารไทย อะไรน่ากิน อย่างไหนเป็นไง แนะนำอันไหน (แถวนั้นมีร้านอาหารไทยอยู่สองสามร้าน) แล้วก็ถามเค้ากลับมาว่าแล้วไได้กินอะไรที่เป็นอเมริกันมากๆ ยัง เค้าก็เล่าไปว่ากินไรมามั่ง สุดท้ายมาจบลงที่ BBQ
กลางวันนั้นคนในแลปเลยพาไปกิน BBQ กันที่ " City Barbeque " ( http://cityqbbq.com) ใส่ลิ่งอีกตามเคย เพราะถ้ามัวไปถ่ายรูปทุกอย่างที่กินมันคงจะเป็นไปไม่ได้ ร้านเป็นเหมือนร้านฟาสฟู้ต สั่งแล้วหาโต๊ะนั่งกิน ข้อดีคือไม่ต้องเสียทิป...
เค้าสั่ง Pork Rib อู้วววว อยากกินมากน้องในแลปโม้ซะน้ำลายไหล จานนึง 21 รวมเครื่องเคียง (มันฝรั่ง) แล้วก็น้ำแล้วนึง 21 usd โฮกกก ณ จุดนั้น เค้าคิดซะว่ามันคือ 21 บาท ถูกอะไรอย่างนี้ แล้วก็พยายามไม่คูณกลับ พอได้อาหารเท่านั้นแหละถึงเข้าในว่าทำไมมันถึงแพงนัก pork rib ยาวเท่าตัวหมู มีซึ่โครงครบ 13 ซี่ได้มั้ง เค้าถึงกับตาเหลือก แต่เพื่อนบออกไม่หมดก็เอากลับบ้านได้ไม่ต้องห่วง...สรุปว่าเค้ากินได้ครึ่งเดียว ที่เหลือห่อหลับบ้าน
ส่วนมื้อเย็นป๋าดิคจะพาไปกินอาหารไทย
แล้วซี่โครงอีกครึ่งตัวหมูเค้าล่ะ (หมายมั่นว่าจะกินเย็นนี้...ไม่ทิ้งนะเฟร้ย แพง !!!) ร้านอาหารไทยที่เค้าไปกินชื่อร้าน " Orchid Thai " ( thaiorchidcolumbus.com) ออกไปไกลบ้านพอสมควรเลย (เราไปกินที่ new location) แต่อาหารใช้ได้มากๆ อร่อยเลยแหละ ป๋าชอบใจใหญ่ สั่งห่อหมก กะต้มยำกุ้งมาให้ป๋ากิน ^^
ตอนป๋ามาส่งที่โรงแรม แอบมีให้ของขวัญจากเมืองไทยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตอบแทนการดูแลเค้าเป็นอย่างดี ร่ำลากันแล้วก็กลับไปแพคกระป๋าที่น้ำหนักคงจะมากขึ้นอีก 5 โลเป็นอย่างต่ำ แม่มเกือบจะปิดไม่ลง...
13/14 Nov
ที่เขียนแบบนี้เพราะจะรวบเลยดีกว่า เค้าเดินทางกลับวัีนศุกร์ที่ 13 ก็จริง แต่มันมาถึงเอาเสาร์ 14 น่ะสิ ตอนป๋าไปส่งสนามบินแอบเศร้า เค้ารักป๋านะ..อยากบอกมากแต่เขิลเกินไป คือมันก็ผูกพันอ่ะ อยู่กะเค้าทุกวันไปรับไปส่ง สอนโน่นสอนนี่ แล้วก็รู้สึกขอบคุณที่ป๋าดูแลเค้าอย่างดี ดูแลเค้าเหมือนลูกเลยด้วยซ้ำ เค้าจะคิดถึงป๋า แล้วถ้าเค้ามีโอกาสเค้าจะกลับไปเยี่ยมน้า...
หรือไม่ป๋าก็มาเที่ยวเมืองไทยสิ อันนี้จะง่ายกว่าไม๊ ^^
เค้านั่งเครื่องจากโคลัมบัส โอไฮโอ้ ไปลงที่ดีทรอยต์ (ประมาณชั่วโมงนึง)
แล้วก็นั่งเครื่องจากดีทรอยต์ไปลง นาริตะ โตเกียว (ไม่รู้นานเท่าไหร่ แต่มันนานมาก...)
จากนั้นก็นาริตะมา BKK (อันนี้ประมาณ 6 ชั่วโมง) เชื่อไม๊ว่ารูทนี้ เค้าเจอรถไฟฟ้าด้วยนะ ไม่รู้มันจะเป็นรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายรึเปล่า แต่เค้าก็ปล่อยมันไปแล้วล่ะ T T
ไม่แคร์สื่อ......(ขออนุญาตไม่เล่า เสียสมาธิในการเกาะคาน 555)
จบลงด้วยดี สำหรับทริปครั้งแรกในอเมริกาของเค้า
ถึงมันจะไม่ได้ราบรื่นสวยงามไปซะทุกอย่าง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก ที่สอนให้เราใช้ชีวิต เอาตัวรอด และที่สำคัญที่สุดปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อมได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเค้าเชื่อว่ามันจะดีที่สุดถ้าไม่ต้องอยู่คนเดียว และมันก็จริงอย่างที่เห็น พอมีคนมาอยู่ด้วย พูดคุยดูแล จิตใจของเราก็เหมือนถูกเยียวยา (ถ้าใครอ่านมาตั้งแต่ตอนแรก อาจจะเห็นว่าเค้าเศร้าไร้เหตุผล) แต่นั่นแหละมันเป็ธรรมดาของคนเรา ถึงแม้จะต้องการโลกส่วนตัวบาง แต่นจิตใจลึกๆ ก็ยังไม่อยากที่จะอยู่คนเดียว
เพราะงั้นต้องขอบคุณทุกคนไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ทำให้เค้าไม่รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว อย่างน้อยก็ยังมีคนรับรู้เรื่องราวของเค้าผ่านตัวหนังสือ และส่งผ่านกำลังใจมาให้
ขอบคุณค่ะ
ปล. เค้าเพิ่งสมัคร SkyMiles ของสายการบินนอร์ทเวส/เดลต้า คือไม่เคยใช้มาก่อน ไปทั้งทริปรอบนี้ได้ไมล์มา 28936 ไมล์ แม่เจ้า !!! อยู่กลุ่ม Sky เหมือนกัน เค้าโอนไปใช้กะ Skypass ของ korean air ได้ไม๊เนี่ย โฮกกก



#1 By jo (117.47.197.138) on 2009-11-09 01:35