Alone in USA I
posted on 02 Nov 2009 09:19 by superyoungwoong in Journeyถ้ามาอัพบล็อคได้แปลว่าถึงโดยสวัสดิภาพ ^ ^
ขณะนี้เป็นเวลา สี่ทุ่มครึ่งของเมือง Athens รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ของวันที่ 1 พ.ย. เค้าขอเขียนเรื่องการเดินทางนิดนึงนะ
31 Oct (Sat)
2:00 am
เค้าออกจากบ้าน แม่กับน้องไปส่งที่สนามบินล่ะ บ้านเค้าไม่ค่อยเอิกเกริกกะอะไรอย่างนี้เท่าไหร่ เพราะดึกด้วยมั้งก็เลยไปกันเงียบๆ สามแม่ลูก (จริงๆ บ้านเค้าเป็นครอบครัวใหญ่ ทำอะไรก็คนเยอะไปหมด...ง่าาาเหมือนบ้านใครก็ไม่รู้
) พอถึงสนามบินก็เชคอินอะไรปกติ...จะว่าปกติก็ไม่ถูกนะ เพราะพอเป็นเครื่องจะไปเมกา ก็เรื่องเยอะตรวจนู่นตรวจนี้สารพัด เวลาเรียกขึ้นเครื่อง ตีสี่ห้าสิบห้า เครื่องออกตีห้าห้าสิบ พอได้บอร์ดิ้งพาสแล้วเค้าก็ต้องร่ำลาแม่แล้ว ก็ไม่ได้เป็นไรนะตอนนั้น (หึหึ...ตอนอื่นเป็นอ่ะ)
พอผ่าน ตม.เข้ามาในสุวรรณภูมิ มันเป็นบรรยากาศที่เค้าไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติไปแถบเกาหลีญี่ปุ่นอ่ะ มันก็ออกตอนห้าทุ่มอะไรงี้ ดิวตี้ฟรีก็กำลังคึกคักเลย แต่ตอนนี้นสีสามตีสี่....เงียบมาก ปิดไฟกันหมด จนตอนแรกเค้านึกว่าปิดร้านกันหมดแล้ว แต่จริงๆ ยังนะ เพราะยังมีคนซื้อของอยู่เลย
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รักวันลอยกระทง...อยากอยู่ลอยกระทงปีนี้มากๆ
ตอนรอขึ้นเครื่องก็แบบแอบง่วง เพราะตั้งแต่เย็นวันศุกร์จนถึงมาสนามบิน เค้าไม่ได้นอนอ่ะ มัวแต่จัดประเป๋าเก็บโน่นนี่นั่น คุยกะคนโน้นทีคนนี้ที...หมดเวลาแต่ตอนรอเนี่ยมันอ้างว้วงมากนะ เค้าเคยเดินทางคนเดียว อย่างล่าสุดตอนไปตามแจกลับมาจากเการอบไบเทคอ่ะ เค้าก็ไปคนเดียว แต่มันไม่เหมือนกันอ่ะ นั่นเรารู้ว่าเราจะไปทำไร ยิ่งจะได้ไปเจอแจเค้าก็ยิ่งตื่นเต้น อยากไป แล้วเกาหลีก็เข้าประเทศไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่คราวนี้มันไม่เหมือนกัน ไปในที่ใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยไป และไปทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากไป...มันเศ้รานะ ที่ต้องอยู่คนเดียว
พอขึ้นเครืื่องไปปั๊บ เค้าก็หาที่นั่งได้นั่งใกล้ลุงคนนึง เป็นฝรั่งผิวขาว พอเครื่องจะออกเค้าก็โทรหาแม่ว่าถึงบ้านยัง โอเคไม๊ แม่บอกไม่ได้นอน ดูข่าวเช้าวันใหม่อยู่ 55 แต่พอวางปั๊บน้ำตาเค้าไหลออกมาเลย ไม่รู้เพราะอะไร ลุงคงจะงง อินี่นั่งสะอึกสะอื้น ไม่อายลุง นั่นเป็นครั้งแรกที่ร้องไห้ในทริปนี้....
1:40 pm (JP)
ถึงสนามบินนาริตะ เ้ค้ารู้สึกดีนิดๆ นะที่มันเป็นญี่ปุ่น เพราะอย่างน้อยก็เกี่ยวกับโทโฮชินกิบ้าง (อินี่โรคจิต) เค้าต้องไปต่อไฟลท์ที่นี่ หรือที่ป้ายมันจะเรียกว่า Connecting Flight เออ นั่นแหละเพิ่งจะรู้ ตอนแรกนึกว่ามันจะเขียนว่า Transit หรือ Transfer ป่าว...โอเคยังเมคเซ้นให้กะเหรี่ยงอย่างเค้าเข้าใจได้ ก็เดินๆ ตามันไป ตรวจตัวตรวจของอีกรอบ จุดที่ยากคือเค้าต้องไปเชคอืนอีกรอบ....แต่ว่า มันตรงไหนล่ะ ?
เดินวนๆ พอหาเจอ แม่งแถวยาวไปไหน (ในรูปที่ถ่ายตอนจะขึ้นเครื่อง แถวเลยไมายาวแล้ว) แล้วตอนนั้นบ่ายสองครึ่ง ได้ข่าวว่าไฟลท์เค้าออกบ่ายสามสิบห้า ทำไมพนักงานไม่รีบกันเลย
พอเค้าได้บอร์ดิ้งพาสนั่นแหละถึงเข้าใจ เพราะเครื่องดีเลย์ไปชั่วโมงครึ่ง สรุปว่าเค้าจะได้บินออกจากนาริตะ 4:30 pm (JP) ก็ราวๆ สิบเอ็ดโมงครึ่งบ้านเรา จากนั้นก็ไม่ทำไร นั่งรอไปเงกๆ จะให้ไปซื้อของก็เพิ่มภาระให้กะตัวเองไม่มีใครมาช่วยขนอ่ะ เอาไว้ขากลับแล้วกันนะ (ได้ข่าวว่าขากลับไม่ผ่านนาริตะ แหงกๆ)
ระหว่างที่อยู่บนเครื่องจากนาริตะมาแอตแล้นต้า ส่วนมากเค้าหลับ หรือไม่ก็อ่านฟิค (แอบเอาไปด้วยกลัวเบื่อ..) แต่มีอยู่ช่วงนึงหลังเค้าปลุกกินข้าว อยู่ดีๆ เห็นหน้าแจแล้วเค้าก็ปล่อยโฮอีกรอบ อาจจะงงกันว่าเค้าไปเห็นแจที่ไหน ก็เป็นที่ใส่พาสปอร์ดที่เค้าเพิ่งไปถอยมาตอนไป everysing แหละ แพง...ขอเอามาใช้ประโยชน์ละกัน 55 (อย่างน้อยเค้าก็มีแจมาด้วย) ซึ่งเป็นประโยชน์มาก กรูเห็นแล้วร้องไห้เลย...คือแบบจะอธิบายยังไงดี
beautiful ordinary life with you...hero
มันคิดถึงอ่ะ (อ่ออีกหนึ่งอย่างเค้ากะลังจะมีเมน ซึ่งจะเซ้นสิทีฟกว่าปกติ) จริงๆ คิดถึงมันก็ปกตินะ แต่ในสถานการณ์แบบนี้มันต่างออกไป ในขณะที่เค้าคิดถึงแจ อยากไปหา อยากเจอแจ แต่เค้ากำลังบินไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่มีใครรู้จักเค้าและเค้าก็ไม่ได้อยากไป แต่คำว่า "โอกาส" มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บอกใครก็มีแต่คนยินดีกะเค้า ได้ไปเมกาฟรีมีคนออกตังให้ทุกอย่าง (ลำพังแค่ค่าตั๋วอย่างเดียวก็ปาไปแสนกว่าแล้ว) ทำไมถึงจะไม่ดีใจล่ะ แถมได้ประสบการณ์กลับมาอีกตะหากนะ
นั่นเป็นเรื่องที่เค้าปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ และเค้าไม่ควรปฏิเสธมัน (หรือปฏิเสธไม่ได้ก็ไม่รู้นะ) เค้าจึงต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่ออะไร ? เพื่อตัวเค้าเองไง....แต่ถ้าเค้าเป็นผู้หญิงทั่วไปก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เค้าเป็นมนุษย์แฟนคลับนะ ใครจะหาว่าเค้าไร้สาระก็เอาเถอะ แต่เค้าอยากเจอแจมากกว่า !!!! ที่เขียนมาทั้งหมด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เค้าร้องไห้อีกครั้ง บางทีเค้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้ามีใครซักคน แม่่หรืออาจารย์มากะเค้า เค้าจะเป็นถึงขนาดนี้ไม๊ ? บางทีเค้าคงไม่มีเวลาไปเวิ่นเวิ้อให้มากมายอย่างนี้หรอก
4:10 pm (US)
มาถึงแอตแลนต้าแล้ว...เค้าลงเครืองมาพร้อมกับเพื่อนใหม่ ไม่ใช่ใครก็คนนั่งข้างๆ แหละ เหมือนชีกะสามีอยากจะไปโรงแรมด้วย ก็เลยคุยๆ ไว้ แต่สรุปสุดท้ายเค้าก็ต้องทิ้งชีไป เพราะช้ามากๆ ทำอะไรช้าแล้วมีสองคนรอกันไปรอกันมา ไม่เอาละ...เค้าไปดีกว่า (อารามกลัวตกรถ) พอเข้าไปถึงก็ต้องผ่าน ตม. ณจุดนี้เป็นจุดที่เค้าทิ้งชี เพราะของเค้าผ่านเร็วมากไม่ถึง 5 นาที แต่ของชีเป็นคนสิงค์โปร์ ไม่ต้องมีวีซ่าอเมกาก็จริง แต่นานม๊า๊ากกกก จริงๆ เค้าว่านะให้มีวีซ่าไปเลยหมดเรื่องไม่ต้องมานั่งลุ้น (เกาหลีก็อีกที่นึง...)
จากนั้นก็เอากระเป๋าไปเข้าไลน์แสกนอีกรอบ...อ้าวแล้วไปเอาที่ไหนอ่ะพี่ (แอบชอบคนดำ ดูใจดี ^^) แล้วก็แสกนตัวอีกรอบ มึงจะอะไรกันนักหนาวะ !!! พอออกมาได้ก็ต้องไปเอากระเป๋า สนามบินแผนผังค่อนข้าง..งง มีตั้ง 5 terminal กรูจะรอดไม๊ เค้าก็ไม่เอาละงง เดินตามป้าย baggage cliam อย่างเดียว กรูมุ่งหน้าหากระเป๋าอย่างเดียวไม่วอกแวก
พอได้กระเป๋าแล้วสิ่งที่ต้องทำคือหารถ!! ตนแรกไฟลท์เค้าจะมาถึงบ่ายสองกว่า ก็น่าจะทันรถเที่ยว สามถึงสี่โมงเย็น แต่แบบไฟลท์ดีเลย์ออกมาถึงก็ห้าโมงเย็น และรถเที่ยวต่อไป ทุ่มสิบห้า แถมที่รอรถอยู่นอกตัวตึกสนามบิน ซึ่งมันหนาว...ฝนตกด้วย หนาวเข้าไปอีก เสื้อหนาวเค้าก็บางเพราะเพิ่งลงมาจากเครื่อง
เค้าก็รอไปงั้นแหละ อดทน...ไม่กล้าไปที่อื่นเดี๋ยวมันมาแล้วไม่รู้ เค้าต้องนัั่งอิรถนี่ไปเมือง Athens ซึ่งไม่ได้อยู่ในแอตแล้นต้า ค่ารถ 45 usd แพงไปไหน แต่พอมันมาแล้วนั่งมาที่โรงแรมก็เข้าใจเลยว่าทำไมแพง โคตรไกลราวๆ สองชั่วโมงได้ มาถึงโรงแรมก็ประมาณสามทุ่ม เค้าโทรหาแม่ก่อนเลย ^^ ที่เมืองไทยประมาณแปดโมงเช้า (ที่นี่ช้ากว่าประมาณ 11 ชั่วโมง) แล้วเค้าก็เข้านอนไปตอนตีหนึ่งกว่าๆ เวลาอเมกา
1 Nov (Sun)
เค้าตื่นเองตอนหกโมงครึ่ง แต่ปลุกนาฬิกาไว้ประาณ 8:30 ปรากฏไม่มีเรือนไหนปลุก เพราะเค้าตั้งผิด เอิ่ม...
ยังสับสนเรื่องเวลาอยู่ เค้ายังมีวันว่างสองวันคือวันอาทิตย์กับจันทร์ก่อนจะถึงวันที่ต้องไป workshop พอถึงเวลาประมาณเก้าโมงก็ซักสองทุ่มเค้าก็ออนเลย โรงแรมนี้มันดีอย่างที่ hi-speed internet ใช้ฟรีนี่แหละ (นี่เปิดมาทั้งวันละ) เค้าเจอใครก็งอแงใส่หมดเลย ฮึกๆ ไม่รู้ดิเพราะว่างมั้ง ความรู้สึกนั้นมันก็กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกที่คิดถึงแจแล้วเอามาปนกับความเหงาที่ต้องอยู่ที่นี่คนเดียวอ่ะ ก็งอแงไปอีกสองสามรอบ นึกไม่ถึงนะว่าตัวเองจะอ่อนแอขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะเดี๋ยวมันคงดีขึ้นแหละ
ประมาณ 11 โมงกว่าเค้าไปซื้อของมารองท้องกะว่าเที่ยงๆ บ่ายๆ จะออกไปหาไรกิน ปารกฏว่ากินนมเข้าไปอึดอัดมาก...จะอ้วก แล้วก็เริ่มง่วงด้วย (เหมือนกินอาหารตอนเกือยเที่ยงคืนอ่ะ) สรุปว่าเค้าหลับไปตั้งแต่ประมาณบ่ายโมงตืนมาอีกทีสาม-สี่ทุ่ม เหมือนนอนเที่ยงคืนตื่นแปดโมงเช้าที่ไทยเป๊ะๆ สรุปว่าวันแรกการปรับเวลาของเค้า...ล้มเหลว
ถึงมานั่งอัพบล็อคอยู่นี่ตาสดใสมาก...แต่เค้าควรนอนนะ เมื่อถึงเวลานอน ท้องก็ยังหิวในเวลาไทย แย่จริงๆ
สวยไม๊ ความสวยงามที่เค้ายังไม่(อยาก) ลงไปสัมผัส
ถ้ามีเวลาจะมาอัพเดทต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้เค้าก็เหมือนได้คุยกับใครๆ บ้าง ^^
ไปนอน(อีก)ละนะ
2 Nov (Mon)
หลังจากที่เมื่อคืนต้องพยายามกล่อมตัวเองให้นอน เพราะดีนตื่นมาตอนสามทุ่มเค้าก็นอนหลับไปตอนเกือยตีสอง แล้วตื่นมาประมาณหกโมงครึง ก็ตื่นทุกชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะมันเหมือนฝืนหลับอ่ะ ตื่นเช้ามาเค้าไม่ทำไรเลย เปิดคอมก่อน ก็จะเป็นเวาลหกเจ็ดโมงเมืองไทย แต่วันนี้ตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไรอย่างอื่นบ้าง นอกจากนอนและเล่นเนต ก็เลยลงไปกินข้าว
Full americam breakfast เหอะ ไข่สามฟอง กรูโคตรฟูลเลย กว่าจะกินหมด คนอื่นเ้ค้าไปกันหมดห้องอาหารแล้วอ่ะ ความจริงอยากจะถ่ายแยมมาด้วย แต่ตอนนั้นคนเยอะแล้วอ่ะ อายอินี่มานั่งถ่ายแยมอะไรอยู่ คิคิ แต่มันมีหลายรสมากแล้วก็ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างเค้าลองรสเยลลี่แอปเปิ้ลไป โหยยย อร่อย แยมอ่ะอร่อยส่วนอิไข่ดาวไส้กรอกอะไรก็งั้นๆ อ่ะ กินข้าวเสร็จประมาณเก้าโมง ก็สามทุ่มที่ไทยโดยประมาณ ขั้นมาก็มีคนคุยด้วยพอดีกะเวลาเป๊ะๆ
นั่งอ่านโน่นอ่านนี่ไปพอเจอข่าวน้อง ข่าวเอสเอ็มแถลงข่าวถึงกับสลด...ใครมาถามเค้าเรื่องนี้ตอนนี้เค้าไม่รู้จะตอบว่าไงเลย บอกได้อย่างเดียวให้มันเป็นไปอย่างที่มันต้องเป็นเถอะ Let it be ~ ไม่ว่ามันจะเป็นยังไงเกิดอะไรขึ้นก็ต้องยอมรับมันให้ได้ล่ะ
ถ้าใครอ่านนิทานลูกแกะของเค้าที่ผ่านมาบางทีคนที่เคยคิดว่าทำไมเค้าถึงเขียนแบบนั้น อาจจะเข้าใจเค้ามากขึน (ไม๊) เพราะตอนนั้นตอนที่เขียนเค้าก็มองออกแล้วว่ามันจะต้องมีประเด็นแบบนี้เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะจริงไม่จริงเชื่อได้ไม่ได้ มันก็ต้องมีเรื่องเศร้าๆ แบบนี้ออกมาให้กระทบจิตใจอยู่แล้ว เรื่องรักไม่รักน่ะมันไม่เกียวเลย เพราะยังไงก็รักอยู่แล้ว แต่มันอยู่ที่การมองภาพและยอมรับความจริงที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันที่น้องสามยื่นฟ้องต่างหาก ตอนนี้จะต่างกับตอนนั้นอยู่แค่เค้าชัดเจนมากขึ้นว่าจะรอคอยให้เรื่องมันจบ และยืนอยู่ข้างคนที่เค้ารักต่อไปไม่ว่าคนที่เค้ารักจะอยู่ที่ไหนและจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม...
พอมีเรื่องมีราวขึ้นมาหายเหงาไปเลย แบบลืมเหงาเลยนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ ก็เข้าช่วงบ่าย วันนี้เค้าก็ยังง่วง แต่เปลี่ยนเป็นงีบแทน งีบแล้วตื่นเป็นช่วงๆ พอซักห้าโมงเย็น ก็มีคนโทรขึ้นมาเค้าก็รู้อยู่แล้วล่ะ เพราะฝรั่งที่อยู่ในโครงการจะเอาตังมาให้ แล้ว he ก็ชวนไปกินข้าวเย็น เค้าก็แบบเกรงใจไปก็ได้วะ ห้าโมงครึ่งอิอเมกันฟูลคอร์สยังย่อยไม่ไหมดเลย ไม่มีความหิว
เงินที่ได้มาเป็นค่าอาหารตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ 724 USD เค้าแอบคูณเป็นเงินไทย
บ้าแล้วววว กะจะให้แด๊กอะไรกันนักหนาวะ อยู่มาสองวันเค้ายังใช้ไปไม่ถึง 30 เหรียญ อยากแอบถามว่าถ้าเหลือต้องคืนป่าว อิอิ ถ้าไม่ต้องคืนจะเอาไว้เป็นทุนไปหา my son กร๊ากกๆๆๆ
ชิชะ !!! ชอบนะ แจดูแม๊นแมน แล้วก็ชอบด้วยที่จุ๊บชะนี เป็นแจในมุมที่มองแล้วใจสั่นแปลกๆ
มันแมนเกินไปแล้ว ~~
ถ้าไปเกาแล้วเจอผู้ชายอย่างงี้ในรถเมล์บ้างก็ดีสินะ (ผู้ชายแอบตาบวม)
อยากดูที่สุดในสามโลก
เดี๋ยววันนี้เค้าคงต้องรีบนอนแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นวันแรกที่ต้องไป workshop คงมีอะไรเครียดๆ รออยู่ ก็มันเ้รื่องงานนี่นา -*- ขอบคุณทุกคนสำหรับกำลังใจมากๆ เลย Fighting !!
3 Nov (Tue)
เย่ๆๆ วันที่สามหมดไปแล้ว (อัพเนี่ยวันที่ 4 ตอนเช้า) ก็เหลือเวิร์คช้อปอีก 2 วันเท่านั้น และอีก 9 วันก็จะได้กลับบ้านแร้ว นั่งนับวันรอกันเลยทีเดียว เห็นหลายคนว่าหนาวแล้วอ่ะ ที่นี่มันก็หนวปกติ เค้าอยากกลับไปหนาวที่เมืองไทย พลีสสสส รอเค้าด้วย คิดถึงพวกไฟตบแต่งแถวเซ็นทรัลเวิล พารากอนไรเงี้ย กว่าจะถึงตอนนั้นอย่าเพิ่งเลิกหนาวน้าาาา
ถ้าถามเค้าเรื่องเวิร์ช้อป บอกตามตรงว่าเซอร์ไพรส์ !! ไม่รู้จะทำตัวไงเลย เพราะตอนแรกนึกว่ามันเป็นแบบอินเตอร์ มีชาติโน้นชาตินี้มาฟังไรงี้....ป่าว !!!! ข้าพเจ้าเป็นกะเหรี่ยงอยู่คนเดียว แถมต้องแนะนำตัวว่ามาจากไหน ก็บอกชื่อไป chulalongkorn university Thailand ทุกคนก็โอ้วววมาไกลเนอะ อะไรแบบนี้ (เออ มาได้แล้วกัน ไปหนักหัวพ่อเมิงหรอไง)
เพราะอย่างงี้มันก็เลยลำบากนิดนึง ตอนพัก ตอนกินข้าว เพราะเค้าก็ไม่ได้ฝรั่งจ๋าแล้วเดินเข้าไปทักใครต่อใคร Hey เป็นไงมั่ง อะไรแบบนี้ (ในใจคิดว่ามันดูเฟค เพราะงั้นทำไม่เป็น....) แต่เค้าอ่ะต้องท่องเอาไว้คำเดียวเลยว่า "กรูมาเอาความรู้ใหม่ๆ (ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ใหม่สำหรับเรา) เรื่องอื่นกรูไม่สนใจ" มันอาจจะด้วยวัฒนธรรมหรืออะไรก็ตามนะ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่น I DON'T CARE !! หวังว่าเค้าจะอยู่รอดไปได้โดยสวัสดิภาพนะ
แต่เค้าก็ไม่ได้โดดเดี่ยวมากแล้ว ฝรั่งที่ทำงานด้วยกันที่เล่าไปวันก่อน จะเรียกว่าป๋าเดฟละกันนะ ป๋าเดฟเป็นวิทยากรในงานนี้ด้วย และก็เหมือนผู้ปกครองเค้าอ่ะ ช่วยดูแลให้ยืมทอสับ ให้ตังค์ เลี้ยงข้าว สารพัด อย่างน้อยเค้าก็มีป๋าเป็นที่พึ่งอยู่ ก็ยังโอเค...
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับแรงเชียร์นะ ^^
วันนี้ตอนเย็นมีดินเนอร์ร่วมกัน...หึหึ จะเป็นไงเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังละกัน



สู้ๆพี่ แจอยู่ใกล้ๆเรา อยู่กะเราเสมอ
อ่านตามยังแอบเศร้าเอง อินไปไหน 5555
อยากไปมั่งง่ะ ^^
#1 By 재눈 on 2009-11-02 11:15